
เสียงดังเป็นสิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงจราจรที่คับคั่ง เสียงเครื่องจักรในที่ทำงาน หรือแม้แต่เสียงเพลงที่เปิดดังเกินไป หลายคนอาจไม่ทราบว่า เสียงดังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหูไม่ได้ยิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นแบบชั่วคราวหรือถาวรได้ หากไม่ได้รับการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสม
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของเสียงดังที่มีต่อการได้ยิน ไขข้อข้องใจว่าเสียงดังทำให้หูไม่ได้ยินจริงหรือไม่ พร้อมแนะนำวิธีป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป
เสียงดังส่งผลต่อการได้ยินอย่างไร?
เสียงดังสามารถส่งผลกระทบต่อระบบการได้ยินของเราได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ การสูญเสียการได้ยินชั่วคราว ไปจนถึงการสูญเสียการได้ยินถาวร โดยเสียงที่ดังเกินไปสามารถทำลายเซลล์ขนรับเสียงภายในหูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่แปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลาย ร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมได้เอง ทำให้เกิดภาวะหูไม่ได้ยินแบบถาวรในที่สุด
ระดับความดังของเสียงที่อาจเป็นอันตรายต่อหู มีดังนี้:
- เสียงต่ำกว่า 70 เดซิเบล (dB) – ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น เสียงพูดคุยทั่วไป
- เสียงระหว่าง 70-85 เดซิเบล – หากสัมผัสเสียงระดับนี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อการได้ยิน เช่น เสียงรถยนต์บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
- เสียงดังเกิน 85 เดซิเบล – อาจทำให้หูไม่ได้ยินหากได้รับเสียงนี้เป็นเวลานาน เช่น เสียงเครื่องจักร หรือเสียงดนตรีดังในคอนเสิร์ต
- เสียงดังเกิน 120 เดซิเบลขึ้นไป – ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อการได้ยินในทันที เช่น เสียงระเบิด หรือเสียงเครื่องบินขึ้น
เสียงดังทำให้หูไม่ได้ยินจริงหรือ?
คำตอบคือ จริง และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า เสียงดังเป็นสาเหตุหลักของภาวะหูไม่ได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อได้รับเสียงดังเป็นเวลานาน
ประเภทของการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง
- การสูญเสียการได้ยินชั่วคราว (Temporary Threshold Shift – TTS)
- เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสเสียงดังเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เช่น หลังจากไปคอนเสิร์ตหรือฟังเพลงผ่านหูฟังเสียงดังเกินไป
- อาการจะรวมถึงหูอื้อ หรือการได้ยินเสียงเบาลงชั่วคราว
- หากได้รับเสียงดังซ้ำ ๆ อาจพัฒนาเป็นภาวะหูไม่ได้ยินแบบถาวร
- การสูญเสียการได้ยินถาวร (Permanent Threshold Shift – PTS)
- เกิดจากการได้รับเสียงดังอย่างต่อเนื่องหรือได้รับเสียงดังมาก ๆ ในครั้งเดียว
- ทำให้เซลล์ประสาทรับเสียงถูกทำลายถาวร ส่งผลให้การได้ยินลดลงอย่างถาวร
กลุ่มเสี่ยงที่อาจประสบปัญหาหูไม่ได้ยินจากเสียงดัง
- ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานอุตสาหกรรม งานก่อสร้าง หรือสนามบิน
- ผู้ที่ชอบฟังเพลงเสียงดังผ่านหูฟังเป็นเวลานาน
- ผู้ที่ชอบไปงานคอนเสิร์ต หรือสถานที่ที่มีเสียงดังบ่อย ๆ
- บุคคลทั่วไปที่สัมผัสกับเสียงดังเป็นประจำ เช่น เสียงจราจร หรือเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า
วิธีป้องกันไม่ให้หูไม่ได้ยินจากเสียงดัง
แม้ว่าเสียงดังจะเป็นอันตรายต่อการได้ยิน แต่เราสามารถป้องกันภาวะหูไม่ได้ยินได้ ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงเสียงดังเมื่อทำได้
- ลดเวลาอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดัง เช่น โรงงาน สนามบิน หรือถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
- หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้ที่อุดหูหรือที่ครอบหูเพื่อลดระดับเสียง
2. ใช้หูฟังอย่างถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงการเปิดเสียงดังเกิน 60% ของระดับเสียงสูงสุด
- ใช้กฎ 60/60: ฟังเสียงที่ระดับไม่เกิน 60% และไม่เกิน 60 นาทีต่อวัน
- เลือกใช้หูฟังแบบครอบหูแทนหูฟังแบบสอดหู เพื่อลดความเสี่ยงต่อประสาทหู
3. พักการฟังเสียงเป็นระยะ
- หากต้องอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน ควรพักหูทุกๆ 15 นาที
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดังต่อเนื่องหลายชั่วโมง
4. ตรวจสุขภาพหูเป็นประจำ
- ตรวจสุขภาพหูกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมเสียงดัง
5. ป้องกันเด็กจากเสียงดัง
- หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล็กอยู่ใกล้แหล่งเสียงดัง เช่น งานอีเวนต์ หรือสนามแข่งรถ
- ใช้ที่ปิดหูสำหรับเด็กเพื่อป้องกันภาวะหูไม่ได้ยินตั้งแต่เด็ก
เสียงดังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หูไม่ได้ยิน และสามารถนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินแบบถาวรได้ หากไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม การเข้าใจถึงอันตรายของเสียงดังและการใช้แนวทางป้องกัน เช่น การลดการสัมผัสเสียงดัง การใช้หูฟังอย่างถูกต้อง และการตรวจสุขภาพหูเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหูไม่ได้ยินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
